Cute Blinking Blue Cat

วันพุธที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ผลกระทบของการใช้เทคโนโลยีทางด้านลบ

ศูนย์ข่าวภูเก็ต - ปืนจ่อหัวหนุ่มนักเรียน กศน.เมืองภูเก็ต ชิงโทรศัพท์มือถือ หวิดดับในวันเกิด คนร้ายเผ่นหนีลอยนวล ตร.เร่งล่าตัว

       เมื่อเวลา 09.50 น. วันนี้ (8 ต.ค.) พ.ต.ต.ราชัน พรรณไวย์ สว.สอบสวน สภ.เมืองภูเก็ต ได้รับแจ้งว่า มีเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนจ่อศีรษะแล้วชิงทรัพย์ เหตุเกิดที่บริเวณภายใน กศน.อำเภอเมืองภูเก็ต ถ.ดำรง ต.ตลาดใหญ่ อ.เมือง จ.ภูเก็ต ขอให้เดินทางไปตรวจสอบด้วย หลังจากได้รับแจ้งจึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ ก่อนเดินทางไปตรวจสอบ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ภ.จว.ภูเก็ต และเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.เมืองภูเก็ต 






         ที่เกิดเหตุอยู่ภายในโรงเรียนศูนย์การศึกษานอกระบบตามอัธยาศัย อำเภอเมืองภูเก็ต พบ
นายกฤษณะ หารินไสล อายุ 24 ปี ผู้เสียหายยืนอยู่ในอาการตระหนกตกใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้สอบถาม นายกฤษณะ เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทราบว่า ตนเองเป็นนักเรียนศูนย์การศึกษานอกระบบตามอัธยาศัย (กศน.ราไวย์) วันนี้ได้เดินทางมาสอบที่กศน.อำเภอเมืองภูเก็ต หลังจากที่สอบวิชาแรกเสร็จแล้วก็เดินทางมาที่โรงจอดรถพร้อมเพื่อนอีก 3 คน ในระหว่างนั้นก็ได้มีคนร้ายขับรถจักรยานยนต์ยี่ห้อยาม่าฮ่า รุ่นมิโอ้ หมายเลขทะเบียนจำได้ 39 จำหมวดอักษรไม่ได้ เข้ามาทำทีถามหาเพื่อน จากนั้นคนร้ายก็ได้ขอยืมโทรศัพท์ของตนเพื่อโทร.หาเพื่อน ตนเองบอกว่าโทรศัพท์ไม่มีเงิน คนร้ายบอกว่าเอามาลองกดดูว่ามีเงินหรือเปล่า ตนก็ไม่ยอมให้ ระหว่างนั้นคนร้ายได้บอกหมายเลขโทรศัพท์ของเพื่อนที่จะโทร.หา โดยตนเป็นคนกดเบอร์โทรศัพท์ให้ แล้วคนร้ายก็เอาไปโทร. ระหว่างนั้นคนร้ายก็ได้พยามยามขับรถหลบหนีไป ตนก็ชิงโทรศัพท์กลับจากคนร้าย แต่คนร้ายก็ได้ชักอาวุธปืนลูกซองสั้นมาจ่อที่ศีรษะ ตนเกิดความกลัว คนร้ายก็เร่งความเร็วหลบหนีออกไปจากโรงเรียน ตนจึงแจ้งตำรวจเพื่อให้ติดตามจับกุมคนร้าย โดยคนร้ายได้โทรศัพท์มือถือยี่ห้อซัมซุง รุ่นเอ 7 ประมาณ 1 หมื่นบาท 

        
       อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นตำรวจได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิดเห็นคนร้ายหลบหนีไปทางหน้าเรือนจำภูเก็ต และคาดว่าน่าจะจับตัวได้เร็วๆ นี้ 



    แสดงความคิดเห็น : ผลกระทบของการใช้เทคโนโลยีทางด้านลบมีอยู่มากมายหลายอย่าง เช่น
จากข่าว นี้ทำให้เราเห็นว่า เทคโนโลยีก็สามารถเป็นโทษทำให้เกิดเหตุตามมาได้ เพราะคนสมัยนี้
รู้หน้าไม่รู้ใจเราไม่สามารถรู้ได้ว่าคนไหนดีคนไหนร้าย เราควรระมัดระวังตนเองอยู่เสมอเมื่ออยู่
ในที่ชุมชน ควรเก็บของมีค่าให้พ้นจากสายตามิจฉาชีพ เพื่อเป็นการป้องกันและไม่ให้เกิดอันตราย
ตามมาได้




วันพุธที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ใบงานที่4 : สรุปขั้นตอนการจัดทำโครงงานคอมพิวเตอร์

1. คัดเลือกหัวข้อโครงงานที่สนใจ 

          โดยทั่วไปเรื่องที่จะนำมาพัฒนาเป็นโครงงานคอมพิวเตอร์ มักจะได้มาจากปัญหา คำถาม หรือความสนใจในเรื่องต่างๆ จากการสังเกตสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบคอมพิวเตอร์ หรือสิ่งต่างๆ รอบตัว ปัญหาที่จะนำมาพัฒนาโครงงานคอมพิวเตอร์ได้จากแหล่งต่างๆ กัน ดังนี้ 

          1. การอ่านค้นคว้าจากหนังสือ เอกสาร หนังสือพิมพ์ หรือวารสารต่างๆ 
          2. การไปเยี่ยมชมสถานที่ต่างๆ
          3. การฟังบรรยายทางวิชาการ รายการวิทยุและโทรทัศน์ รวมทั้งการสนทนาอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างเพื่อนนักเรียนหรือกับบุคคลอื่นๆ 
          4. กิจกรรมการเรียนการสอนในโรงเรียน 
          5. งานอดิเรกของนักเรียน 
          6. การเข้าชมงานนิทรรศการหรืองานประกวดโครงงานคอมพิวเตอร์

   ในการตัดสินใจเลือกหัวข้อที่จะนำมาพัฒนาโครงงานคอมพิวเตอร์ ควรพิจารณาองค์ประกอบสำคัญ ดังนี้   1. ต้องมีความรู้และทักษะพื้นฐานอย่างเพียงพอในหัวข้อเรื่องที่จะศึกษา 
          2. สามารถจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ และวัสดุอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องได้ 
          3. มีแหล่งความรู้เพียงพอที่จะค้นคว้าหรือขอคำปรึกษา 
          4. มีเวลาเพียงพอ 
          5. มีงบประมาณเพียงพอ 
          6. มีความปลอดภัย 


2. ศึกษาค้นคว้าจากเอกสารและแหล่งข้อมูล 

          การศึกษาค้นคว้าจากเอกสารและแหล่งข้อมูล ซึ่งรวมถึงการขอคำปรึกษาจากผู้ทรงคุณวุฒิ จะช่วยให้นักเรียนได้แนวคิดที่ใช้ในการกำหนดขอบเขตของเรื่องที่จะศึกษาได้เฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้น รวมทั้งได้ความรู้เพิ่มเติมในเรื่องที่จะศึกษาจนสามารถใช้ออกแบบและวางแผนดำเนินการทำโครงงานนั้นได้อย่างเหมาะสม ในการศึกษาจะต้องได้คำตอบว่า

          1. จะทำ อะไร 
          2. ทำไมต้องทำ 
          3. ต้องการให้เกิดอะไร 
          4. ทำอย่างไร 
          5. ใช้ทรัพยากรอะไร 
          6. ทำกับใคร 
          7. เสนอผลอย่างไร 


3. องค์ประกอบของเค้าโครงของโครงงาน 

   รายงาน : รายละเอียดที่ต้องระบุ
   ชื่อโครงงาน : ทำอะไร กับใคร เพื่ออะไร
   ประเภทโครงงาน : วิเคราะห์จากลักษณะของประโยชน์หรือผลงานที่ได้
   ชื่อผู้จัดทำโครงงาน : ผู้รับผิดชอบโครงงาน อาจเป็นรายบุคคล หรือรายกลุ่มก็ได้
   ครูที่ปรึกษาโครงงาน : ครู-อาจารย์ผู้ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา และควบคุมการทำโครงงานของนักเรียน
   ครูที่ปรึกษาร่วม : ครู-อาจารย์ผู้ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาร่วม ให้คำแนะนำในการทำโครงงานของ
                                  นักเรียน

   ระยะเวลาดำเนินงาน : ระยะเวลาการดำเนินงานโครงงาน ตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุด กำหนดเป็นวัน หรือ                                            เดือนก็ได้
   แนวคิด ที่มา และความสำคัญ : สภาพปัจจุบันที่เป็นความต้องการและความคาดหวังที่จะเกิดผล
   วัตถุประสงค์ : สิ่งที่ต้องการให้เกิดขึ้นเมื่อสิ้นสุดโครงงานทั้งในเชิงกระบวนการ และผลผลิต
   หลักการและทฤษฎี : หลักการและทฤษฎีที่นำมาใช้ในการพัฒนาโครงงาน
   วิธีดำเนินงาน : กิจกรรมหรือขั้นตอนการดำเนินงาน เครื่องมือ วัสดุอุปกรณ์ งบประมาณ และผู้ัรับผิด                                 ชอบ
  ขั้นตอนการปฏิบัติ : วัน เวลา และกิจกรรมดำเนินการต่างๆ ตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุด
   ผลที่คาดว่าจะได้รับ : สภาพของผลที่ต้องการให้เกิด ทั้งที่เป็นผลผลิต กระบวนการ และผลกระทบ
   เอกสารอ้างอิง : สื่อเอกสาร ข้อมูลที่ได้จากแหล่งต่างๆ ที่นำมาใช้ในการดำเนินงาน


 4. การลงมือทำโครงงาน 

          เมื่อเค้าโครงของโครงงานได้รับความเห็นชอบจากอาจารย์ที่ปรึกษาแล้ว ก็เสมือนว่าการจัดทำโครงงานได้ผ่านพ้นไปแล้วมากกว่าครึ่ง ขั้นตอนต่อไปจะเป็นการลงมือพัฒนาตามขั้นตอนที่วางแผนไว้ ดังนี้

     4.1 การเตรียมการ 
          การเตรียมการ ต้องเตรียมเครื่องคอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ และวัสดุอื่นๆ ที่จะใช้ในการพัฒนาให้พร้อมด้วย และควรเตรียมสมุดบันทึกหรือบันทึกเป็นแฟ้มข้อความไว้ในระบบคอมพิวเตอร์ สำหรับบันทึกการทำกิจกรรมต่างๆ ระหว่างทำโครงงาน ได้แก่ ได้ปฏิบัติอย่างไร ได้ผลอย่างไร มีปัญหาและแก้ไขได้หรือไม่อย่างไร รวมทั้งข้อสังเกตต่างๆ ที่พบ

     4.2 การลงมือพัฒนา 
          1. ปฏิบัติตามแผนงานที่วางไว้ในเค้าโครง แต่อาจเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมได้ถ้าพบว่าจะช่วยทำให้ผลงานดีขึ้น 
          2. จัดระบบการทำงานโดยทำส่วนที่เป็นหลักสำคัญๆ ให้แล้วเสร็จก่อน จึงค่่อยทำ ส่วนที่เป็นส่วนประกอบหรือส่วนเสริมเพื่อให้โครงงานมีความสมบูรณ์มากขึ้น และถ้ามีการแบ่งงานกันทำ ให้ตกลงรายละเอียดในการต่อเชื่อมชิ้นงานที่ชัดเจนด้วย 
          3. พัฒนาระบบงานด้วยความละเอียดรอบคอบ และบันทึกข้อมูลไว้อย่างเป็นระบบและครบถ้วน

     4.3 การทดสอบผลงานและแก้ไข 
          การตรวจสอบความถูกต้องของผลงาน เป็นความจำเป็นเพื่อให้แน่ใจว่าผลงานที่พัฒนาขึ้นทำงานได้ถูกต้องตรงกับความต้องการ ที่ระบุไว้ในเป้าหมายและทำด้วยประสิทธิภาพสูงด้วย 

     4.4 การอภิปรายและข้อเสนอแนะ 
          เมื่อพัฒนาผลงานเรียบร้อยแล้ว ให้จัดทำสรุปด้วยข้อความที่สั้นกะทัดรัดอย่างครอบคลุม เพื่อช่วยให้ผู้อ่านได้เข้าใจถึงสิ่งที่ค้นพบจากการทำโครงงาน และทำการอภิปรายผลด้วย เพื่อพิจารณาข้อมูลและผลที่ได้ พร้อมกับนำ ไปหาความสัมพันธ์กับหลักการ ทฤษฎี หรือผลงานที่ผู้อื่นได้ศึกษาไว้แล้ว ทั้งนี้ยังรวมถึงการนำหลักการ ทฤษฎี หรือผลงานของผู้อื่นมาใช้ประกอบการอภิปรายผลที่ได้ด้วย

     4.5 แนวทางการพัฒนาโครงงานในอนาคตและข้อเสนอแนะ 
          เมื่อทำโครงงานเสร็จสิ้นลงแล้ว นักเรียนอาจพบข้อสังเกต ประเด็นที่สำคัญ หรือปัญหา ซึ่งสามารถเขียนเป็นข้อเสนอแนะและสิ่งที่ควรจะศึกษาและหรือใช้ประโยชน์ต่อไปได้  

5. การเขียนรายงาน 

          การเขียนรายงานเป็นวิธีการสื่อความหมายเพื่อให้ผู้อื่นได้เข้าใจแนวคิด วิธีดำเนินการศึกษาค้นคว้า ข้อมูลที่ได้ ตลอดจนข้อสรุปและข้อเสนอแนะต่างๆ เกี่ยวกับโครงงานนั้น ในการเขียนรายงานนักเรียนควรใช้ภาษาที่อ่านง่าย ชัดเจน กระชับ และตรงไปตรงมา ให้ครอบคลุมหัวข้อต่างๆเหล่านี้

     5.1 ส่วนนำ 
          ส่วนนำ เป็นการให้ข้อมูลเกี่ยวกับโครงงานนั้นซึ่งประกอบด้วย 
          1. ชื่อโครงงาน 
          2. ชื่อผู้ทำโครงงาน 
          3. ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษา 
          4. คำขอบคุณ เป็นคำกล่าวขอบคุณบุคคลหรือหน่วยงาน ที่มีส่วนช่วยทำให้โครงงานสำเร็จ 
          5. บทคัดย่อ อธิบายถึงที่มา ความสำคัญ วัตถุประสงค์ วิธีดำเนินการ และผลที่ได้โดยย่อ

     5.2 บทนำ 
          บทนำเป็นส่วนรายละเอียดของเนื้อหาของโครงงานซึ่งประกอบด้วย 
          1. ที่มาและความสำคัญของโครงงาน 
          2. เป้าหมายของการศึกษาค้นคว้า 
          3. ขอบเขตของโครงงาน

     5.3 หลักการและทฤษฎี 
          หลักการและทฤษฎี เป็นส่วนสรุปข้อมูลที่ได้จากการศึกษาหาข้อมูลหรือหลักการ ทฤษฎี หรือวิธีการที่จะนำมาใช้ในการพัฒนาโครงงาน ซึ่งรวมถึงการระบุผลงานของผู้อื่นที่นักเรียนนำมาเปรียบเทียบหรือพัฒนาเพิ่มเติมด้วย 

     5.4 วิธีดำเนินการ 
          วิธีดำเนินการ อธิบายขั้นตอนการดำเนินงานโดยละเอียด พร้อมทั้งระบุปัญหาหรืออุปสรรคที่พบพร้อมทั้งวิธีการที่ใช้แก้ไข พร้อมทั้งระบุวัสดุอุปกรณ์ที่ต้องใช้ในการทำงาน  

     5.5 ผลการศึกษา 
          ผลการศึกษา นำเสนอข้อมูลหรือระบบที่พัฒนาได้ โดยอาจแสดงเป็นตาราง หรือ กราฟ หรือข้อความ ทั้งนี้ให้คำนึงถึงความเข้าใจของผู้อ่านเป็นหลัก  

     5.6 สรุปผลและข้อเสนอแนะ 
          สรุปผลและข้อเสนอแนะ อธิบายผลสรุปที่ได้จากการทำ งาน ถ้ามีการตั้งสมมติฐานควรระบุด้วยว่าข้อมูลที่ได้สนับสนุนหรือคัดค้านสมมติฐานที่ตั้งไว้หรือยังสรุปไม่ได้ นอกจากนั้นยังควรกล่าวถึงการนำ ผลการทดลองหรือพัฒนาไปใช้ประโยชน์ อุปสรรคของการทำโครงงาน หรือข้อสังเกตที่สำคัญ หรือข้อผิดพลาดบางประการที่เกิดขึ้นจากการทำ โครงงานนี้ รวมทั้งข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุงแก้ไขหากจะมีผู้ศึกษาค้นคว้าในเรื่องทำนองนี้ต่อไปในอนาคตด้วย  

     5.7 ประโยชน์ 
          ประโยชน์ที่ได้รับจากโครงงาน ระบุประโยชน์ที่นักเรียนได้รับจากการพัฒนาโครงงานนั้น และประโยชน์ที่ผู้ใช้จะได้รับจากการนำผลงานของโครงงานไปใช้ด้วย  

     5.8 บรรณานุกรม 
          บรรณานุกรม รวบรวมรายชื่อหนังสือ วารสาร เอกสาร หรือเว็บไซด์ต่างๆ ที่ผู้ทำ โครงงานใช้ค้นคว้า หรืออ่านเพื่อศึกษาข้อมูลและรายละเอียดต่างๆ ที่นำมาใช้ประโยชน์ในการทำ โครงงานนี้การเขียนเอกสารบรรณานุกรมต้องให้ถูกต้องตามหลักการเขียนด้วย  

     5.9 การจัดทำคู่มือการใช้งาน 
          หาโครงงานที่นักเรียนจัดทำ เป็นการพัฒนาระบบใหม่ขึ้นมา ให้นักเรียนจัดทำคู่มืออธิบายวิธีการใช้ผลงานนั้นโดยละเอียด ซึ่งประกอบด้วย 
          1. ชื่อผลงาน 
          2. ความต้องการของระบบคอมพิวเตอร์ ระบุรายละเอียดของคอมพิวเตอร์ที่ต้องมีเพื่อจะใช้ผลงานนั้นได้ 
          3. ความต้องการของซอฟต์แวร์ ระบุรายชื่อซอฟต์แวร์ที่ต้องมีอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อจะให้ผลงานนั้นทำงานได้อย่างสมบูรณ์ 
          4. คุณลักษณะของผลงาน อธิบายว่าผลงานนั้นทำ หน้าที่อะไรบ้าง รับอะไรเป็นข้อมูลขาเข้าและส่วนอะไรออกมาเป็นข้อมูลขาออก 
          5. วิธีการใช้งานของแต่ละฟังก์ชัน อธิบายว่าจะต้องกดคำสั่งใด หรือกดปุ่มใด เพื่อให้ผลงานทำงานในฟังก์ชันหนึ่งๆ   

6. การนำเสนอและแสดงโครงงาน 

          การนำเสนอและการแสดงผลงานเป็นขั้นตอนที่สำคัญอีกขั้นตอนหนึ่งของการทำโครงงาน เพื่อแสดงออกถึงผลิตผลความคิด ความพยายามในการทำงานที่ผู้ทำโครงงานได้ทุ่มเท และเป็นวิธีทำให้ผู้อื่นได้รับรู้และเข้าใจถึงผลงานนั้น การเสนอผลงานอาจทำได้ในหลายรูปแบบต่างๆ กัน เช่น การแสดงผลงานโดยไม่มีการอธิบายประกอบการรายงานด้วยคำพูดในที่ประชุม การจัดนิทรรศการโดยโปสเตอร์และอธิบายด้วยคำพูด เป็นต้น โดยผลงานที่นำมาเสนอหรือจัดแสดงควรประกอบด้วยสิ่งต่อไปนี้ 
          1. ชื่อโครงงาน 
          2. ชื่อผู้จัดทำโครงงาน 
          3. ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษา 
          4. คำอธิบายถึงที่มาและความสำคัญของโครงงาน 
          5. วิธีการดำเนินการที่สำคัญ 
          6. การสาธิตผลงาน
          7. ผลการสังเกตและข้อสรุปสำคัญที่ได้จากการทำโครงงาน

แหล่งที่มา : http://www.acr.ac.th/acr/ACR_E-Learning/CAREER_COMPUTER/COMPUTER/M4/ComputerProject/content2.html





ตัวอย่างโครงงานคอมพิวเตอร์

โครงงานพัฒนาสื่อเพื่อการศึกษา (Educational Media)

          เป็นโครงงานที่ใช้คอมพิวเตอร์ในการผลิตสื่อเพื่อการศึกษา โดยการสร้างโปรแกรมบทเรียน
หรือหน่วยการเรียน ซึ่งอาจจะต้องมีภาคแบบฝึกหัด บททบทวน และคำถามคำตอบไว้พร้อม ผู้เรียนสามารถเรียนแบบรายบุคคลหรือรายกลุ่ม การสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วยนี้ ถือว่าเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์การสอน ไม่ใช่เป็นครูผู้สอน ซึ่งอาจเป็นการพัฒนาบทเรียนแบบ Online ให้นักเรียนเข้ามาศึกษาด้วยตนเองก็ได้


          โครงงานประเภทนี้สามารถพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ประกอบการสอนในวิชาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสาขาคอมพิวเตอร์ วิชาคณิตศาสตร์ วิชาวิทยาศาสตร์ วิชาสังคม วิชาชีพอื่น ๆ ฯลฯ โดยนักเรียนอาจคัดเลือกหัวข้อที่นักเรียนทั่วไปที่ทำความเข้าใจยาก มาเป็นหัวข้อในการพัฒนาโปรแกรมบทเรียน ตัวอย่างเช่น โปรแกรมสอนวิธีการใช้งาน ระบบสุริยะจักรวาล โปรแกรมแบบทดสอบวิชาต่าง ๆ


ตัวอย่างโครงงานพัฒนาสื่อเพื่อการศึกษา








     แหล่งที่มา : 


วันพุธที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ประเภทของโครงงงานมีกี่ประเภท อะไรบ้าง?

     แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ :

1. โครงงานตามสาระการเรียนรู้ เป็นการใช้บูรณาการร่วมกับการเรียนรู้     ทักษะและเป็นพื้นฐานในการกำหนดโครงงานและปฏิบัติ

2. โครงงานตามความสนใจ เป็นโครงงานที่ผู้เรียนกำหนดขั้นตอน            ความถนัด ความสนใจความต้องการ โดยใช้ทักษะความรู้ จาก  
     กลุ่มสาระการเรียนรู้ต่างๆมาบูรณาการเป็นโครงงานและปฏิบัติ

     สามารถแบ่งได้ 4 รูปแบบ ตามวัตถุประสงค์ :

1. โครงงานที่เป็นการสำรวจ รวบรวมข้อมูล
2. โครงงานที่เป็นการศึกษาค้นคว้า ทดลอง
3. โครงงานที่เป็นการศึกษาทฤษฎี หลักการ หรือแนวคิดใหม่ ๆ ในการพัฒนาผลงาน
4. โครงงานที่เป็นการสร้างประดิษฐ์ คิดค้น



โครงงานคอมพิวเตอร์มีกี่ประเภท  อะไรบ้าง?

     คอมพิวเตอร์ เป็นเครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยในทุก ๆ สาขาวิชา ดังนั้นโครงงานคอมพิวเตอร์จึงมีความหลากหลายเป็นอย่างมาก ทั้งในลักษณะของเนื้อหา กิจกรรม และลักษณะของประโยชน์หรือผลงานที่ได้ ซึ่งอาจแบ่งเป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้ 5 ประเภท คือ   
   1. โครงงานพัฒนาสื่อเพื่อการศึกษา (Educational Media)
        
   2. โครงงานพัฒนาเครื่องมือ (Tools Development)
   
   3. โครงงานประเภทจำลองทฤษฎี (Theory Experiment)
   
   4. โครงงานประเภทการประยุกต์ใช้งาน (Application)
   
   5. โครงงานพัฒนาเกม (Game Development)




ประโยชน์ของโครงงาน

     1.ได้ทำงานตามความถนัด  และความสนใจของตนเอง

     2.ได้รับความสุข/สนุกกับการทำงาน

     3.ได้รู้จักวิธีแสวงหาความรู้/ข้อมูล/การเรียนรู้

     4.ได้ฝึกทักษะกระบวนการทำงานด้วยตนเอง หรือร่วมทำงานเป็นกลุ่ม

     5.สามารถนำความรู้ที่ได้มาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง


อ้างอิง :

https://sites.google.com/site/dkhrngnganxa/-x-cu-y-wea-du-kxn-c/-hlak-kar-tha-khorng-ngan/-cud-mung-hmay-ni-kar-tha-khorng-ngan/-prapheth-khxng-khorng-ngan





วันพุธที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2559

โครงงาน


โครงงาน 

     หมายถึง กิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ศึกษา ค้นคว้า และ ลงมือปฏิบัติด้วยตนเองตามความสามารถ ความถนัด และความสนใจ โดยอาศัยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หรือกระบวนการอื่นใดไปใช้ในการศึกษาหาคำตอบในเรื่องนั้นๆ โดยมีครูผู้สอนคอยกระตุ้นแนะนำและให้คำปรึกษาแก่ผู้เรียนอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่การเลือกหัวข้อที่จะศึกษา ค้นคว้า ดำเนินการ วางแผน กำหนดขั้นตอนการดำเนินงาน โดยทั่วๆ ไป การทำโครงงานสามารถทำได้ทุกระดับการศึกษา ซึ่งอาจทำเป็นรายบุคคลหรือเป็นกลุ่มก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะของโครงงาน อาจเป็นโครงงานเล็กๆ ที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อนหรือเป็นโครงงานใหญ่ที่มีความยากและซับซ้อนขึ้นก็ได้ 


โครงงานคอมพิวเตอร์ 

     หมายถึง กิจกรรมการเรียนที่นักเีรียนมีอิสระในการเลือกศึกษาปัญหาที่ตนเองสนใจ โดยจะต้องวางแผนการดำเนินงาน ศึกษา พัฒนาโปรแกรม โดยใช้ความรู้ทางกระบวนการวิศวกรรมซอฟต์แวร์ เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนทักษะพื้นฐานในการพัฒนาโครงงาน เรื่องที่นักเรียนสนใจและคิดจะทำโครงงาน ซึ่งอาจมีผู้ศึกษามาก่อน หรือเป็นเรื่องที่นักพัฒนาโปรแกรมได้เคยค้นคว้าและพัฒนาแล้ว นักเรียนสามารถทำโครงงานเรื่องดังกล่าวได้ แต่ต้องคิดดัดแปลงแนวทางในการศึกษา การวิเคราะห์ข้อมูล การพัฒนาโปรแกรม หรือศึกษาเพิ่มเติมจากผลงานเดิมที่มีผู้รายงานไว้ จุดมุ่งหมายสำคัญของการทำโครงงานเป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนได้รับประสบการณ์ตรงในการใช้ระบบคอมพิวเตอร์แก้ปัญหา ประดิษฐ์คิดค้น หรือค้นคว้าหาความรู้ต่างๆ ใช้คอมพิวเตอร์ในการพัฒนาสื่อการเรียนรู้เพื่อการศึกษา ประดิษฐ์ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ หรืออุปกรณ์ใช้สอยต่างๆ พัฒนาโปรแกรมประยุกต์ต่างๆ ตลอดจนการพัฒนาเกมคอมพิวเตอร์ เพื่อฝึกให้นักเรียนเป็นบุคคลที่ใฝ่เรียนใฝ่รู้ การพัฒนาความคิดใหม่ๆ ความมีคุณธรรมจริยธรรม เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ให้กับเพื่อนมนุษย์ และอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข


ตัวอย่างเว็บไซต์ ที่มีตัวอย่างโครงงาน

     โครงงานวิทยาศาสตร์ เรื่อง น้ำยาเช็ดกระจกจากดอกอัญชันและมะกรูด

http://miwkattarin.blogspot.com/

     โครงงานวิทยาศาสตร์ เรื่อง สเปรย์สมุนไพรปรับอากาศ

http://waruneee202.blogspot.com/

     โครงงานคอมพิวเตอร์ เรื่อง สื่อเพื่อการศึกษาอาเซียน

http://www.nonsi.ac.th/~krutom/download/%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99.pdf





วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

Brother เครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทมัลติฟังก์ชั่น A3 รุ่น MFC-J3720 ครบครันในเครื่องเดียว

Brother เครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทมัลติฟังก์ชั่น A3 รุ่น MFC-J3720 ปฏิวัติครบครันในเครื่องเดียว 

          บราเดอร์ ผู้นำนวัตกรรมเครื่องพิมพ์และอุปกรณ์การพิมพ์ ขอแนะนำ เครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ท
มัลติฟังก์ชั่น ที่รองรับกับกระดาษขนาด A3 รุ่นล่าสุด MFC-J3720 InkBenefit ครบครันในเครื่องเดียวด้วยคุณสมบัติการพิมพ์, สแกน, ถ่ายเอกสาร และแฟกซ์ โดยใช้กระดาษขนาด A3 โดดเด่นด้วยรูปทรงอันทันสมัย หน้าจอระบบปลายนิ้วสัมผัส สามารถพิมพ์ข้อมูลที่หน้าจอได้ทันที พร้อมพิมพ์เอกสาร 2 หน้าอัตโนมัติ อีกทั้งยัง รองรับระบบการเชื่อมต่อเครือข่ายแบบใช้สายและไร้สาย Wired/Wireless Network นอกจากนี้ด้วยแอปพลิเคชั่นจากบราเดอร์ ช่วยให้การใช้งานผ่านสมาร์ทโฟนเป็นเรื่องง่าย ไม่ว่าจะเป็นการตัดลบเฉพาะส่วนที่จำเป็นในการคัดลอกเอกสาร หรือการสแกนเอกสาร นอกเหนือจากนี้ยังสามารถสแกนลายมือและแปลงให้เป็นไฟล์รูปภาพซึ่งง่ายต่อการจัดเก็บในรูปแบบ Cloud หรืออุปกรณ์จัดเก็บต่างๆ


          MFC-J3720 InkBenefit เครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทมัลติฟังก์ชั่น A3 เหมาะสำหรับผู้ใช้งานองค์กร
ธุรกิจขนาดเล็ก และSME

- ความเร็วในการพิมพ์ ขาวดำ 22 แผ่น/นาที และ สี 20 แผ่น/นาที ตามมาตรฐาน ISO Speed Print : ISO24734
- พิมพ์เอกสารแบบ 2 ด้านอัตโนมัติ
- ถ่ายเอกสารขาวดำ 23 แผ่น/นาที  และสี 20 แผ่น /นาที
- สแกนด้วยความละเอียดสูงสุด 19,200 x 19,200 dpi  แบบ interpolated และแสกนได้ถึงขนาด A3
- สามารถรับ ส่งแฟกซ์ จากหน่วยความจำได้ 3 วินาที/แผ่น และ สามารถส่งแฟกซ์ได้ถึงขนาด A3
- ช่องป้อนกระดาษอัตโนมัติ (ADF) รองรับกระดาษ 35 แผ่น เพื่อประสิทธิภาพในการสแกน การถ่ายเอกสาร และแฟกซ์ ที่มีจำนวนหลายหน้า
- หน้าจอแสดงผล LCD  สีขนาด 2.7 นิ้ว แบบ Touch Panel
- ถาดบรรจุกระดาษมาตรฐาน 250 แผ่น และถาดล่าง 250แผ่น ทำให้ได้ความจุรวมถึง 500 แผ่น
- มีหน่วยความจำ 128 MB





วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ระบบสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ

1.ระบบสารสนเทศ  ศัพท์ภาษาอังฤฤษ คือ .... และหมายถึงอะไร

     ระบบสารสนเทศ (Information Systems) คือ กระบวนการรวบรวม บันทึก ประมวลผลข้อมูล
ให้เป็นสารสนเทศ และแจกจ่ายสารสนเทศเพื่อใช้ในการวางแผน คบคุมการทำงาน และช่วยในการสนับสนุนการตัดสินใจ ระบบสารสนเทศสามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อส่งเสริมการทำงานในทุกด้าน แต่ละด้านสามารถแบ่งประเภทได้หลายรูปแบบตามความต้องการของผู้ใช้งานในด้านนั้นๆ เช่น ระบบสารสนเทศที่ใช้ส่งเสริมการทำงานในด้านอุตสาหกรรม สามารถแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ระบบสารสนเทศการจัดการวัตถุดิบและระบบสารสนเทศการจัดการผลผลิต อย่างไนก็ตาม การใช้งานระบบสารสนเทศทุกประเภทจะต้องมีองค์ประกอบของระบบสารสนเทศ (Component of Information System) ซึ่งองค์ประกอบของระบบสารสนเทศทุกส่วนจะมีผลต่อประสิทธิภาพของการใช้งานระบบสารสนเทศนั้นๆ




2.ระบบสารสนเทศ ประกอบด้วยอะไรบ้าง  มี  5 อย่าง


1. ฮาร์ดแวร์
ฮาร์ดแวร์เป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบสารสนเทศ หมายถึง เครื่องคอมพิวเตอร์อุปกรณ์รอบข้าง รวมทั้งอุปกรณ์สื่อสารสำหรับเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์เข้าเป็นเครือข่าย เช่น เครื่องพิมพ์ เครื่องกราดตรวจเมื่อพิจารณาเครื่องคอมพิวเตอร์ สามารถแบ่งเป็น  3 หน่วย คือ
        หน่วยรับข้อมูล (input unit) ได้แก่ แผงแป้นอักขระ เมาส์
        หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit : CPU)
        หน่วยแสดงผล (output unit) ได้แก่ จอภาพ เครื่องพิมพ์


2 . ซอฟต์แวร์
       ซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์เป็นองค์ประกอบที่สำคัญประการที่สอง ซึ่งก็คือลำดับขั้นตอนของคำสั่งที่จะสั่งงานให้ฮาร์ดแวร์ทำงาน เพื่อประมวลผลข้อมูลให้ได้ผลลัพธ์ตามความต้องการของการใช้งาน ในปัจจุบันมีซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติงาน ซอฟต์แวร์ควบคุมระบบงาน ซอฟต์แวร์สำเร็จ และซอฟต์แวร์ประยุกต์สำหรับงานต่างๆ ลักษณะการใช้งานของซอฟต์แวร์ก่อนหน้านี้      ผู้ใช้จะต้องติดต่อใช้งานโดยใช้ข้อความเป็นหลัก แต่ในปัจจุบันซอฟต์แวร์มีลักษณะการใช้งานที่ง่ายขึ้น โดยมีรูปแบบการติดต่อที่สื่อความหมายให้เข้าใจง่าย เช่น มีส่วนประสานกราฟิกกับผู้ใช้ที่เรียกว่า กุย (Graphical User Interface : GUI) ส่วนซอฟต์แวร์สำเร็จที่มีใช้ในท้องตลาดทำให้การใช้งานคอมพิวเตอร์ในระดับบุคคลเป็นไปอย่างกว้างขวาง และเริ่มมีลักษณะส่งเสริมการทำงานของกลุ่มมากขึ้น ส่วนงานในระดับองค์กรส่วนใหญ่มักจะมีการพัฒนาระบบตามความต้องการโดยการว่าจ้าง หรือโดยนักคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในฝ่ายคอมพิวเตอร์ขององค์กร เป็นต้น
 ซอฟต์แวร์ คือ  ชุดคำสั่งที่สั่งงานคอมพิวเตอร์ แบ่งออกได้หลายประเภท เช่น




3. บุคลากร
          บุคลากรในระดับผู้ใช้ ผู้บริหาร ผู้พัฒนาระบบ นักวิเคราะห์ระบบ และนักเขียนโปรแกรม เป็นองค์ประกอบสำคัญในความสำเร็จของระบบสารสนเทศ บุคลากรมีความรู้ความสามารถทางคอมพิวเตอร์มากเท่าใดโอกาสที่จะใช้งานระบบสารสนเทศและระบบคอมพิวเตอร์ได้เต็มศักยภาพและคุ้มค่ายิ่งมากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะระบบสารสนเทศในระดับบุคคลซึ่งเครื่องคอมพิวเตอร์มีขีดความสามารถมากขึ้น ทำให้ผู้ใช้มีโอกาสพัฒนาความสามารถของตนเองและพัฒนาระบบงานได้เองตามความต้องการ สำหรับระบบสารสนเทศในระดับกลุ่มและองค์กรที่มีความซับซ้อนจะต้องใช้บุคลากรในสาขาคอมพิวเตอร์โดยตรงมาพัฒนาและดูแลระบบงาน



4. ขั้นตอนการปฏิบัติงาน
     ขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ชัดเจนของผู้ใช้หรือของบุคลากรที่เกี่ยวข้องก็เป็นเรื่องสำคัญอีกประการ
หนึ่ง เมื่อได้พัฒนาระบบงานแล้วจำเป็นต้องปฏิบัติงานตามลำดับขั้นตอนในขณะที่ใช้งานก็จำเป็นต้องคำนึงถึงลำดับขั้นตอนการปฏิบัติของคนและความสัมพันธ์กับเครื่อง ทั้งในกรณีปกติและกรณีฉุกเฉิน เช่น ขั้นตอนการบันทึกข้อมูล ขั้นตอนการประมวลผล ขั้นตอนปฏิบัติเมื่อเครื่องชำรุดหรือข้อมูลสูญหาย และขั้นตอนการทำสำเนาข้อมูลสำรองเพื่อความปลอดภัย เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะต้องมีการซักซ้อม มีการเตรียมการ และการทำเอกสารคู่มือการใช้งานที่ชัดเจน
 

5. ข้อมูลและสารสนเทศ

     ข้อมูล เป็นองค์ประกอบที่สำคัญอีกประการหนึ่งของระบบสารสนเทศ อาจจะเป็นตัวชี้ความ
สำเร็จหรือความล้มเหลวของระบบได้ เนื่องจากจะต้องมีการเก็บข้อมูลจากแหล่งกำเนิด ข้อมูลจะต้องมีความถูกต้อง มีการกลั่นกรองและตรวจสอบแล้วเท่านั้นจึงจะมีประโยชน์ ข้อมูลจำเป็นจะต้องมีมาตรฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใช้งานในระดับกลุ่มหรือระดับองค์กร ข้อมูลต้องมีโครงสร้างในการจัดเก็บที่เป็นระบบระเบียบเพื่อการสืบค้นที่รวดเร็วมีประสิทธิภาพ





3.ระบบสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ  หมายถึง อะไร?


     ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision Support System) เป็นซอฟแวร์ที่ช่วยในการตัดสิน
ใจเกี่ยวกับการจัดการ การรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล และการสร้างตัวแบบที่ซับซ้อน ภายใต้ซอฟต์แวร์เดียวกัน นอกจากนั้น DSSยังเป็นการประสานการทำงานระหว่างบุคลากรกับเทคโนโลยีทางด้านซอฟต์แวร์ โดยเป็นการกระทำโต้ตอบกัน เพื่อแก้ปัญหาแบบไม่มีโครงสร้าง และอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้ใช้ตั้งแต่เริ่มต้นถึงสิ้นสุดขั้นตอนหรืออาจกล่าวได้ว่า DSS เป็นระบบที่โต้ตอบกันโดยใช้คอมพิวเตอร์ เพื่อหาคำตอบที่ง่าย สะดวก รวดเร็วจากปัญหาที่ไม่มีโครงสร้างที่แน่นอน ดังนั้นระบบการสนับสนุนการตัดสินใจ จึงประกอบด้วยชุดเครื่องมือ ข้อมูล ตัวแบบ (Model) และทรัพยากรอื่นๆ ที่ผู้ใช้หรือนักวิเคราะห์นำมาใช้ในการประเมินผลและแก้ไขปัญหา ดังนั้นหลักการของDSS จึงเป็นการให้เครื่องมือที่จำเป็นแก่ผู้บริหาร ในการวิเคราะห์ข้อมูลที่มีรูปแบบที่ซับซ้อน แต่มีวิธีการปฏิบัติที่ยืดหยุ่น DSS จึงถูกออกแบบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ไม่เพียงแต่การตอบสนองในเรื่องความต้องการของข้อมูลเท่านั้น


4.ประเภทของระบบสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ มีกี่ประเภทอะไรบ้าง

     ระบบสารสนเทศที่ดีจะช่วยให้ผู้ใช้ในทุกระดับขององค์กรตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง ประเภทของ
ระบบสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจแบ่งตามผู้ใช้งานเป็น 2 ประเภท คือระบบสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจของบุคคลและระบบสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจแบบกลุ่ม


 1.ระบบสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจของบุคคล


 2.ระบบสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจแบบกลุ่ม


5.ตัวอย่างโปรแกรม ระบบสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการ ตัดสินใจ

     Earth Alerts (โปรแกรมแจ้งเตือนแผ่นดินไหว ภัยธรรมชาติ แบบทันด่วน) : สำหรับเจ้าตัว โปรแกรม Earth Alerts เป็น โปรแกรมแจ้งเตือนแผ่นดินไหว ภัยธรรมชาติ หรือแม้แต่ คลื่นยักษ์สึนามิ (Tsunami) ต่างๆ เหตุการณ์สำคัญๆ ที่เกี่ยวกับ ภัยธรรมชาติ ที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อธรรมชาติ และ มวลมนุษยชาติ ของโลกเราเลยก็ว่าได้ โดยโปรแกรม Earth Alerts นี้ได้นำเอาข้อมูลการแจ้งเตือนภัยต่างๆ มารายงานบนหน้าจอของคุณกันแบบ เรียลไทม์ (Real-time) สดๆ หรือแบบปัจจุบันทันด่วน ส่งตรงมาจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้มากๆ ไม่ว่าจะเป็น National Weather Service, U.S. Geological Survey and Smithsonian Institution จากแหล่งข่าว แหล่งข้อมูลทั้งหมด ทำให้คุณมั่นใจได้เลยว่า คุณจะได้รับรู้ข้อมูล การแจ้งเตือนภัยพิบัติ ต่างๆ ก่อนใครเพื่อน ซึ่งเขาจะมีบอกระดับค่าต่างๆ ในรูปแบบที่คุณสามารถเข้าใจได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องมีความรู้เรื่องภัยธรรมชาติ หรือ ภูมิศาสตร์กันมาก่อน
     โดย โปรแกรมแจ้งเตือนแผ่นดินไหว นี้สามารถแจ้งเตือนข้อมูลต่างๆ จากทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น
เหตุการณ์สำคัญๆ แผ่นดินไหว ภัยธรรมชาติ ต่างๆ ของโลกอย่าง แผ่นดินไหว (Earthquake) คลื่นยักษ์ซีอนามิ (Tsunami) ภูเขาไฟระเบิด (Volcano) พายุไต้ฝุ่น โซนร้อน ดีเปรสชั่น (Tropical Cyclones) ไฟไหม้ป่า (Wildland Fires) แผ่นดินถล่ม (Landslides) และรายงานสภาพอากาศพร้อมการพยากรณ์อากาศล่วงหน้า จากทั่วโลก (Weather Reports and Forecast) ได้อีกด้วย คุณสามารถที่จะป้อนข้อมูลตำแหน่งที่อยู่ปัจจุบันของคุณ เพื่อที่จะให้มันแสดงรายงานอากาศ พยากรณ์อากาศ ภาพถ่ายจากเรเดาร์ (Radar Maps) รูปภาพถ่ายอากาศจากดาวเทียม (Satellite Map) พร้อมพยากรณ์ ทำนายอากาศล่วงหน้าอีก 2-3 วันข้างหน้า ซึ่งถือว่าเป็นประโยชน์มากๆ สำหรับผู้ใช้งาน ในยุคปัจจุบันนี้ เพราะเราไม่มีทางรู้ว่าภัยพิบัติ หรือ ภัยธรรมชาติเหล่านี้จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่อย่างไร ควรจะมีการมอนิเตอร์ ตรวจสอบอย่างใกล้ชิด อย่างสม่ำเสมอ